ݺߣ

ݺߣShare a Scribd company logo
หลักสังเกตคำสมำสในภำษำไทย 
๑. เกิดจำกคำมูลภำษำบำลี สันสกฤต ตั้งแต่สองคำขึ้น 
๒. เป็นคำที่มีรำกศัพท์มำจำกภำษำบำลีและสันสกฤต 
เท่ำนั้น เช่น 
กิจกำร รัฐบำล สำธำรณสมบัติ ภูมิศำสตร์ 
รำชวงศ์ อักษรศำสตร์ อรรถคดี ฯลฯ 
อุทกภัย
หลักสังเกตคำสมำสในภำษำไทย 
๓. พยำงค์สุดท้ำยของคำหน้ำ หำกมีสระ อะ หรือมีตัว 
กำรันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก เช่น 
ศิลปะ สมำสกับ ศำสตร์ จะเป็น ศิลปศำสตร์ 
(ยกเว้นคำบำงคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น) 
๔. แปลควำมจำกหลังมำหน้ำ เช่น 
รำชบุตร แปลว่ำ บุตรของพระรำชำ 
เทวบัญชำ แปลว่ำ คำสั่งของเทวดำ 
รำชกำร แปลว่ำ งำนของพระเจ้ำแผ่นดิน
หลักสังเกตคำสมำสในภำษำไทย 
๕. ส่วนมำกออกเสียงพยำงค์ท้ำยของคำหน้ำ แม้จะไม่มี 
รูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ เช่น 
เทพบุตร แต่บำงคำก็ไม่ออกเสียง เช่น 
สมัยนิยม สมุทรปรำกำร รสทิพย์ 
๖. คำบำลีสันสกฤตที่มีคำว่ำ พระ ซึ่งกลำยเสียงมำ 
จำกบำลีสันสกฤต ก็ถือว่ำเป็นคำสมำส เช่น 
พระกร พระจันทร์ พระพักตร์
หลักสังเกตคำสมำสในภำษำไทย 
๗. ส่วนใหญ่จะลงท้ำยว่ำ กำร กร กรรม ภำพ คดี ธรรม 
บดี ภัย ภัณฑ์ ภำพ ลักษณ์ วิทยำ ศึกษำ ศำสตร์ เช่น 
กิจกำร กำยกรรม สำรคดี ธรณีพิบัติภัย 
คณบดี พิพิธภ ณฑ์ ชีวภำพ ศึกษำศำสตร์ 
จิตวิทยำ จิตรกร ศีลธรรม 
๘. อ่ำนออกเสียงสระระหว่ำงคำ เช่น 
ภูมิศำสตร์ อ่ำนว่ำ พู – มิ - สำด 
ประวัติศำสตร์ อ่ำนว่ำ ประ – หวัด – ติ – สำด 
วิศวกรรมศำสตร์ อ่ำนว่ำ วิด – สะ – วะ – กำ - มะ – สำด 
นิจศีล อ่ำนว่ำ นิจ – จะ – สีน 
ไทยธรรม อ่ำนว่ำ ไท – ยะ – ทำ
ข้อสังเกต 
๑. คำที่ไม่ได้มำจำกภำษำบำลีสันสกฤตทั้งหมด 
ไม่จัดเป็นคำสมำส เช่น 
เทพเจ้ำ (เจ้ำ เป็นคำไทย) รำชวัง (วัง เป็นคำไทย) 
พระโทรน (โทรน เป็นคำอังกฤษ) 
บำยศรี (บำย เป็นคำเขมร) 
๒.คำที่ไม่สำมำรถแปลควำมจำกหลังมำหน้ำได้ไม่ใช่ 
คำสมำส เช่น 
ประวัติวรรณคดี แปลว่ำ ประวัติของวรรณคดี 
นำยกสมำคม แปลว่ำ นำยกของสมำคม 
วิพำกษ์วิจำรณ์ แปลว่ำ กำรวิพำกษ์และกำรวิจำรณ์
ข้อสังเกต 
๓. คำสมำสบำงคำไม่ออกเสียงสระตรงพยำงค์ของ 
คำหน้ำ เช่น 
ปรำกฏ อ่ำนว่ำ ปรำ – กด – กำน 
สุภำพบุรุษ อ่ำนว่ำ สุ – พำบ – บุ – หรุด 
สุพรรณบุรี อ่ำนว่ำ สุ – พรรณ – บุ – รี 
ชัยนำท อ่ำนว่ำ ไช-นำด 
อุดรธำนี อ่ำนว่ำ อุ – ดอน – ทำ - นี
คำสมำสแบบสนธิ 
กำรสนธิ เป็นการเปลี่ยนแปลงเสียงตามหลักภาษาบาลีสันสกฤต 
เมื่อเสียงสองเสียงอย่ใูกล้กัน จะมีการกลมกลืนเป็นเสียง 
เดียวกัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงพยัญชนะสระและนิคหิตที่มาเชื่อมเพื่อการกลมกลืนเสียง 
ให้เป็นธรรมชาติของการออกเสียง และทาให้คาเหล่านนั้มีเสียงสนั้เข้า เช่น 
สุข + อภิบาล เป็น สุขาภิบาล 
นร + อินทร์ เป็น นรินทร์ หรือ นเรนทร์ 
กำรสนธิ มี ๓ ลักษณะ คือ 
๑. สระสนธิ ๒. พยัญชนะสนธิ ๓. สระสนธิ
สระสนธิเป็นกำรนำคำ ที่ลงท้ำยสระไปสนธิกับคำ ที่ขึ้นต้นด้วยสระ 
เมื่อสนธิแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปสระ เพื่อให้เสียงสระ 2 เสียงได้ 
กลมกลืนเป็นเสียงสระเดียวกัน สระที่เป็นคาท้ายของคาหน้าจะได้แก่ 
สระอะ อา อิ อี อุ อู เป็นส่วนใหญ่ เช่น 
๑. สระอะ อา สนธิกับสระอะ อา ด้วยกัน จะรวมเป็นสระอะ อา เช่น 
เทศ + อภิบาล = เทศาภิบาล ศิลปะ+ อาชีพ = ศิลปาชีพ 
ธนะ+อาคาร = ธนาคาร กาญจน + อาภรณ์= กาญจนาภรณ์ 
** ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระอะ อาของพยางค์ที่มีตัวสะกด จะรวมเป็น 
สระอะที่มีตัวสะกด เช่นมหา + อรรณพ = มหรรณพ 
มหา + อศัจรรย์ = มหัศจรรย์
สระสนธิเป็นกำรนำคำ ที่ลงท้ำยสระ 
ไปสนธิกับคำ ที่ขนึ้ต้นด้วยสระ (ต่อ) 
** ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระอิ อี จะรวมเป็น สระอิ อี หรือเอ เช่น 
นร + อินทร์=นรินทร์/นเรนทร์มหา + อิสิ = มหิสี/ มเหสี 
** ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระอุ อู จะรวมเป็น สระอุ อู หรือโอ 
เช่น มัคค+อุเทศก์= มัคคุเทศก์สุข + อุทัย - สุโขทัย 
นย+อุบาย = นโยบาย ราช + อุปถัมภ์= ราชูปถัมภ์ 
** ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระเอ ไอ โอ เอา จะรวมเป็น สระเอ ไอ โอ 
เอา 
เช่น อน + เอก = อเนก มหา + โอฬาร = มโหฬาร 
โภค+ ไอศวรรย์ = โภไคศวรรย์ ปัญญา+ โอภาส = ปัญโญภาส
สระสนธิ (ต่อ) 
๒. สระอิ อี สนธิกับสระอิ จะรวมเป็นสระอิ เช่น 
ภูมิ + อินทร์ = ภูมินทร์ มุนี + อินทร์ = มุนินทร์ 
แต่ถ้ำสระอิ อี สนธิกับสระอ่นื เช่น อะ อำ อุ โอ มีวิธีกำร ๒ 
คือ 
ก. แปลงรูปอิ อี เป็น ย ก่อน แล้วจึงนำไปสนธิตำมแบบ อะ 
แต่ถ้ำคำ นั้นมีตัวสะกด ตัวตำม ต้องตัดตัวตำมออกเสียก่อน 
เช่นรัตติ เป็น รัตย ไม่ใช่ รัตติย อัคคี เป็น 
แล้วจึงนำมำสนธิ ดังนี้ 
มติ + อธิบำย เป็น มัตย + อธิบำย = มัตยำธิบำย 
อัคคี + โอภำส เป็น อัคย+ โอภำส =อัคโยภำส 
ข. ตัดอิ อี ออก แล้วสนธิแบบ อะ อำ 
เช่น หัตถี +อำจำรย์ = หัตถำจำรย์ ศักดิ + อำนุภำพ = ศักดำนุ
สระสนธิ (ต่อ) 
๓. สระอุ อู สระอุ อู สนธิกัน รวมกันเป็นรูปสระอุ อู 
เช่น ครุ, คุรุ + อุปถัมภ์ = ครุปกรณ์ คุรุปกรณ์คุรูปกรณ์ 
คร,ุ คุรุ + อุปถัมภ์ = ครุปถัมภ์ คุรปุถัมภ์คุรูปถัมภ์ 
แต่ถ้าสระอุ อู นี้สนธิกับสระอื่น จะต้องเปลี่ยนรูป อุ อู เป็น ว 
แล้วสนธิตามแบบ อะ อา 
เช่น จักขุ+อาพาธ เป็น จักขว+อาพาธ = จักขวาพาธ 
ธนู + อาคม เป็น ธนว+อาคม = ธันวาคม
พยัญชนะสนธิ 
คือการเชื่อมคาระหว่างพยัญชนะ กับ พยัญชนะ โดยมีการ 
เปลี่ยนแปลง 
พยัญชนะคาเดิมก่อนนามาสนธิ ซึ่งเป็นคาบาลีสันสกฤตที่ไทยเรา 
รับมาใช้ 
มีเพียงไม่กี่คา มักจะเปลี่ยน ส เป็น โ หรือ ร ได้แก่ 
มนสฺ + ภาพ = มโนภาพ มนสฺ + ธรรม = มโนธรรม 
รหสฺ + ฐาน = รโหฐาน เตชสฺ + ธาตุ = เตโชธาตุ 
นิสฺ+ ภัย = นิรภัย นิสฺ+ ทุกข์ = นิรทุกข์ 
ทสฺุ+ กันดาร = ทรุกันดาร ทุสฺ+ ลักษณ์ = ทรลักษณ์ 
ศิรสฺ+ เพฐน์ = ศิโรเพฐน์ เตชสฺ+ ชย = เตโชชย (ไทยใช้เดโช 
ชัย )
พยัญชนะวรรคของบำลี 
วรรค/ แถว ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ 
ก ก ข ค ฆ ง 
จ จ ฉ ช ฌ ญ 
ต ต ถ ท ธ น 
ฏ ฎ ฐ ฑ ฒ ณ 
ป ป ผ พ ภ ม 
เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ นิคหิต
นิคหิตสนธิ 
เป็นการนาคาที่ลงท้ายด้วยนิคหิต ไปสนธิกับอีกคาหนึ่ง มีหลักเกณฑ์ดังนี้ 
๑. นิคหิตสนธิกับสระ เปลี่ยนนิคหิตเป็น ม เช่น 
ส +อาทาน = สมาทาน ส +อาคม = สมาคม ส + อาจาร = 
สมาจาร 
ส + อิทธิ = สมิทธิ ส + อุทัย = สมุทัย ส + ฤทธิ์ = สัมฤทธิ์ 
๒. นิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรคใด ให้เปลี่ยน นิคหิตนั้นเป็นพยัญชนะ 
ตัวสุดท้ายของวรรคนนั้ๆ เช่น 
ส + กร = สังกร ส + ขาร = สังขาร ( วรรค ก ) 
ส + จร = สัญจร ส + ชาติ = สัญชาติ ( วรรค จ ) 
ส + ฐาน = สัณฐาน ส + ฐิตา = สัณฐิตา ( วรรค ฏ ) 
ส + ธาน = สันธาน ส + นิบาต = สันนิบาต ( วรรค ต ) 
ส + ภาร = สมภาร ส + ผสั = สัมผัส ( วรรค ป )
นิคหิตสนธิ(ต่อ) 
นิคหิตสนธิกับเศษวรรค (ย ร ล ว ศ ส ษ ห) เปลี่ยนนิคหิตเป็น ส 
ก่อนแล้วจึงสนธิกัน เช่น 
ส + โยค = สังโยค ส + หรณ์ = สังหรณ์ 
ส + วร = สังวร ส + สำร = สังสำร 
ส + สรรค์ = สังสรรค์ ส + สนทน = สังสันทน์ 
ส + วำส = สังวำส ส + หำร = สังหำร

More Related Content

สมาส สนธิ 2 ครบ

  • 1. หลักสังเกตคำสมำสในภำษำไทย ๑. เกิดจำกคำมูลภำษำบำลี สันสกฤต ตั้งแต่สองคำขึ้น ๒. เป็นคำที่มีรำกศัพท์มำจำกภำษำบำลีและสันสกฤต เท่ำนั้น เช่น กิจกำร รัฐบำล สำธำรณสมบัติ ภูมิศำสตร์ รำชวงศ์ อักษรศำสตร์ อรรถคดี ฯลฯ อุทกภัย
  • 2. หลักสังเกตคำสมำสในภำษำไทย ๓. พยำงค์สุดท้ำยของคำหน้ำ หำกมีสระ อะ หรือมีตัว กำรันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก เช่น ศิลปะ สมำสกับ ศำสตร์ จะเป็น ศิลปศำสตร์ (ยกเว้นคำบำงคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น) ๔. แปลควำมจำกหลังมำหน้ำ เช่น รำชบุตร แปลว่ำ บุตรของพระรำชำ เทวบัญชำ แปลว่ำ คำสั่งของเทวดำ รำชกำร แปลว่ำ งำนของพระเจ้ำแผ่นดิน
  • 3. หลักสังเกตคำสมำสในภำษำไทย ๕. ส่วนมำกออกเสียงพยำงค์ท้ำยของคำหน้ำ แม้จะไม่มี รูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ เช่น เทพบุตร แต่บำงคำก็ไม่ออกเสียง เช่น สมัยนิยม สมุทรปรำกำร รสทิพย์ ๖. คำบำลีสันสกฤตที่มีคำว่ำ พระ ซึ่งกลำยเสียงมำ จำกบำลีสันสกฤต ก็ถือว่ำเป็นคำสมำส เช่น พระกร พระจันทร์ พระพักตร์
  • 4. หลักสังเกตคำสมำสในภำษำไทย ๗. ส่วนใหญ่จะลงท้ำยว่ำ กำร กร กรรม ภำพ คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภำพ ลักษณ์ วิทยำ ศึกษำ ศำสตร์ เช่น กิจกำร กำยกรรม สำรคดี ธรณีพิบัติภัย คณบดี พิพิธภ ณฑ์ ชีวภำพ ศึกษำศำสตร์ จิตวิทยำ จิตรกร ศีลธรรม ๘. อ่ำนออกเสียงสระระหว่ำงคำ เช่น ภูมิศำสตร์ อ่ำนว่ำ พู – มิ - สำด ประวัติศำสตร์ อ่ำนว่ำ ประ – หวัด – ติ – สำด วิศวกรรมศำสตร์ อ่ำนว่ำ วิด – สะ – วะ – กำ - มะ – สำด นิจศีล อ่ำนว่ำ นิจ – จะ – สีน ไทยธรรม อ่ำนว่ำ ไท – ยะ – ทำ
  • 5. ข้อสังเกต ๑. คำที่ไม่ได้มำจำกภำษำบำลีสันสกฤตทั้งหมด ไม่จัดเป็นคำสมำส เช่น เทพเจ้ำ (เจ้ำ เป็นคำไทย) รำชวัง (วัง เป็นคำไทย) พระโทรน (โทรน เป็นคำอังกฤษ) บำยศรี (บำย เป็นคำเขมร) ๒.คำที่ไม่สำมำรถแปลควำมจำกหลังมำหน้ำได้ไม่ใช่ คำสมำส เช่น ประวัติวรรณคดี แปลว่ำ ประวัติของวรรณคดี นำยกสมำคม แปลว่ำ นำยกของสมำคม วิพำกษ์วิจำรณ์ แปลว่ำ กำรวิพำกษ์และกำรวิจำรณ์
  • 6. ข้อสังเกต ๓. คำสมำสบำงคำไม่ออกเสียงสระตรงพยำงค์ของ คำหน้ำ เช่น ปรำกฏ อ่ำนว่ำ ปรำ – กด – กำน สุภำพบุรุษ อ่ำนว่ำ สุ – พำบ – บุ – หรุด สุพรรณบุรี อ่ำนว่ำ สุ – พรรณ – บุ – รี ชัยนำท อ่ำนว่ำ ไช-นำด อุดรธำนี อ่ำนว่ำ อุ – ดอน – ทำ - นี
  • 7. คำสมำสแบบสนธิ กำรสนธิ เป็นการเปลี่ยนแปลงเสียงตามหลักภาษาบาลีสันสกฤต เมื่อเสียงสองเสียงอย่ใูกล้กัน จะมีการกลมกลืนเป็นเสียง เดียวกัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงพยัญชนะสระและนิคหิตที่มาเชื่อมเพื่อการกลมกลืนเสียง ให้เป็นธรรมชาติของการออกเสียง และทาให้คาเหล่านนั้มีเสียงสนั้เข้า เช่น สุข + อภิบาล เป็น สุขาภิบาล นร + อินทร์ เป็น นรินทร์ หรือ นเรนทร์ กำรสนธิ มี ๓ ลักษณะ คือ ๑. สระสนธิ ๒. พยัญชนะสนธิ ๓. สระสนธิ
  • 8. สระสนธิเป็นกำรนำคำ ที่ลงท้ำยสระไปสนธิกับคำ ที่ขึ้นต้นด้วยสระ เมื่อสนธิแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปสระ เพื่อให้เสียงสระ 2 เสียงได้ กลมกลืนเป็นเสียงสระเดียวกัน สระที่เป็นคาท้ายของคาหน้าจะได้แก่ สระอะ อา อิ อี อุ อู เป็นส่วนใหญ่ เช่น ๑. สระอะ อา สนธิกับสระอะ อา ด้วยกัน จะรวมเป็นสระอะ อา เช่น เทศ + อภิบาล = เทศาภิบาล ศิลปะ+ อาชีพ = ศิลปาชีพ ธนะ+อาคาร = ธนาคาร กาญจน + อาภรณ์= กาญจนาภรณ์ ** ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระอะ อาของพยางค์ที่มีตัวสะกด จะรวมเป็น สระอะที่มีตัวสะกด เช่นมหา + อรรณพ = มหรรณพ มหา + อศัจรรย์ = มหัศจรรย์
  • 9. สระสนธิเป็นกำรนำคำ ที่ลงท้ำยสระ ไปสนธิกับคำ ที่ขนึ้ต้นด้วยสระ (ต่อ) ** ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระอิ อี จะรวมเป็น สระอิ อี หรือเอ เช่น นร + อินทร์=นรินทร์/นเรนทร์มหา + อิสิ = มหิสี/ มเหสี ** ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระอุ อู จะรวมเป็น สระอุ อู หรือโอ เช่น มัคค+อุเทศก์= มัคคุเทศก์สุข + อุทัย - สุโขทัย นย+อุบาย = นโยบาย ราช + อุปถัมภ์= ราชูปถัมภ์ ** ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระเอ ไอ โอ เอา จะรวมเป็น สระเอ ไอ โอ เอา เช่น อน + เอก = อเนก มหา + โอฬาร = มโหฬาร โภค+ ไอศวรรย์ = โภไคศวรรย์ ปัญญา+ โอภาส = ปัญโญภาส
  • 10. สระสนธิ (ต่อ) ๒. สระอิ อี สนธิกับสระอิ จะรวมเป็นสระอิ เช่น ภูมิ + อินทร์ = ภูมินทร์ มุนี + อินทร์ = มุนินทร์ แต่ถ้ำสระอิ อี สนธิกับสระอ่นื เช่น อะ อำ อุ โอ มีวิธีกำร ๒ คือ ก. แปลงรูปอิ อี เป็น ย ก่อน แล้วจึงนำไปสนธิตำมแบบ อะ แต่ถ้ำคำ นั้นมีตัวสะกด ตัวตำม ต้องตัดตัวตำมออกเสียก่อน เช่นรัตติ เป็น รัตย ไม่ใช่ รัตติย อัคคี เป็น แล้วจึงนำมำสนธิ ดังนี้ มติ + อธิบำย เป็น มัตย + อธิบำย = มัตยำธิบำย อัคคี + โอภำส เป็น อัคย+ โอภำส =อัคโยภำส ข. ตัดอิ อี ออก แล้วสนธิแบบ อะ อำ เช่น หัตถี +อำจำรย์ = หัตถำจำรย์ ศักดิ + อำนุภำพ = ศักดำนุ
  • 11. สระสนธิ (ต่อ) ๓. สระอุ อู สระอุ อู สนธิกัน รวมกันเป็นรูปสระอุ อู เช่น ครุ, คุรุ + อุปถัมภ์ = ครุปกรณ์ คุรุปกรณ์คุรูปกรณ์ คร,ุ คุรุ + อุปถัมภ์ = ครุปถัมภ์ คุรปุถัมภ์คุรูปถัมภ์ แต่ถ้าสระอุ อู นี้สนธิกับสระอื่น จะต้องเปลี่ยนรูป อุ อู เป็น ว แล้วสนธิตามแบบ อะ อา เช่น จักขุ+อาพาธ เป็น จักขว+อาพาธ = จักขวาพาธ ธนู + อาคม เป็น ธนว+อาคม = ธันวาคม
  • 12. พยัญชนะสนธิ คือการเชื่อมคาระหว่างพยัญชนะ กับ พยัญชนะ โดยมีการ เปลี่ยนแปลง พยัญชนะคาเดิมก่อนนามาสนธิ ซึ่งเป็นคาบาลีสันสกฤตที่ไทยเรา รับมาใช้ มีเพียงไม่กี่คา มักจะเปลี่ยน ส เป็น โ หรือ ร ได้แก่ มนสฺ + ภาพ = มโนภาพ มนสฺ + ธรรม = มโนธรรม รหสฺ + ฐาน = รโหฐาน เตชสฺ + ธาตุ = เตโชธาตุ นิสฺ+ ภัย = นิรภัย นิสฺ+ ทุกข์ = นิรทุกข์ ทสฺุ+ กันดาร = ทรุกันดาร ทุสฺ+ ลักษณ์ = ทรลักษณ์ ศิรสฺ+ เพฐน์ = ศิโรเพฐน์ เตชสฺ+ ชย = เตโชชย (ไทยใช้เดโช ชัย )
  • 13. พยัญชนะวรรคของบำลี วรรค/ แถว ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ก ก ข ค ฆ ง จ จ ฉ ช ฌ ญ ต ต ถ ท ธ น ฏ ฎ ฐ ฑ ฒ ณ ป ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ นิคหิต
  • 14. นิคหิตสนธิ เป็นการนาคาที่ลงท้ายด้วยนิคหิต ไปสนธิกับอีกคาหนึ่ง มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ๑. นิคหิตสนธิกับสระ เปลี่ยนนิคหิตเป็น ม เช่น ส +อาทาน = สมาทาน ส +อาคม = สมาคม ส + อาจาร = สมาจาร ส + อิทธิ = สมิทธิ ส + อุทัย = สมุทัย ส + ฤทธิ์ = สัมฤทธิ์ ๒. นิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรคใด ให้เปลี่ยน นิคหิตนั้นเป็นพยัญชนะ ตัวสุดท้ายของวรรคนนั้ๆ เช่น ส + กร = สังกร ส + ขาร = สังขาร ( วรรค ก ) ส + จร = สัญจร ส + ชาติ = สัญชาติ ( วรรค จ ) ส + ฐาน = สัณฐาน ส + ฐิตา = สัณฐิตา ( วรรค ฏ ) ส + ธาน = สันธาน ส + นิบาต = สันนิบาต ( วรรค ต ) ส + ภาร = สมภาร ส + ผสั = สัมผัส ( วรรค ป )
  • 15. นิคหิตสนธิ(ต่อ) นิคหิตสนธิกับเศษวรรค (ย ร ล ว ศ ส ษ ห) เปลี่ยนนิคหิตเป็น ส ก่อนแล้วจึงสนธิกัน เช่น ส + โยค = สังโยค ส + หรณ์ = สังหรณ์ ส + วร = สังวร ส + สำร = สังสำร ส + สรรค์ = สังสรรค์ ส + สนทน = สังสันทน์ ส + วำส = สังวำส ส + หำร = สังหำร